การออกแบบภูมิทัศน์ให้สวยงามและเหมาะสมกับสถานที่

การปรับปรุงภูมิทัศน์ คือการสร้างพื้นที่พื้นที่ใช้สอยสวยงามและสะดวกสบาย ซึ่งในรูปแบบสถาปัตยกรรมและธรรมชาติเติมเต็มซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างพื้นที่ให้เพียงพอที่สวยงามและสะดวกสบาย เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความงามโดยจะต้องมีสไตล์ สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์จะต้องคำนึงถึงที่ตั้งของสถานที่ในพื้นที่อาคารและการทำงานในสถานที่ใกล้เคียงดังนั้นโครงการรวบรวม competently จะให้มีทัศนียภาพที่สวยงามมองเห็นจากหน้าต่างของห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนเป็นต้น และจะต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประหยัดให้แก่เจ้าของโครงการได้เป็นอย่างดี นอกจากการประหยัดพลังงาน การออกแบบภูมิทัศน์ที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ยังส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น นกและแมลงที่มาอาศัยอยู่ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและสะอาดขึ้น โดยการปรับปรุงคุณภาพของน้ำและอากาศ ต้นไม้ดูดซับและกรองควัน
หลักการออกแบบภูมิทัศน์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย
– การปกป้องและส่งเสริมการใช้พืชท้องถิ่น มีความสำคัญในการรักษาคุณภาพของสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น พันธุ์พืชที่หายากและใกล้สูญพันธุ์
– ใช้พันธุ์ไม้แปลกถิ่น เฉพาะเมื่อพันธุ์ไม้เหล่านั้น สามารถอยู่ร่วมกับ สภาพแวดล้อมส่วนท้องถิ่นได้
– ใช้การออกแบบภูมิทัศน์ เพื่อเป็นสิ่งปกป้องอาคาร และพื้นที่ว่างภายนอกอาคาร จากสภาพภูมิอากาศ
– ใช้สภาพภูมิประเทศเดิมของพื้นที่เป็นระบบระบายน้ำธรรมชาติ ซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับวัสดุปูผิวที่มีรูพรุน จะสามารถเสริมงานออกแบบชุมชน ที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมได้ดี
– ใช้การออกแบบภูมิทัศน์ที่ช่วยประหยัดน้ำและอนุรักษ์แหล่งน้ำได้
– ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพื่อช่วยลดกากของเสีย และลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นผลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
จะเห็นได้ว่าต้นไม้ทำหน้าที่เป็นระบบปรับอากาศของโลก ให้ร่มเงาที่เย็นสบายและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปรากฏการณ์เรือนกระจก ดังนั้นการนำต้นไม้มาช่วยในการปรับปรุงภูมิทัศน์ จึงเป็นผลดีต่อสิ่งมีชีวิตอีกด้วย ดังนั้น การจัดภูมิทัศน์ให้น่าอยู่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี การดูแลรักษาและพัฒนาพื้นที่สาธารณะ ให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุดนั้นจะต้องมี การวางแผนพัฒนาพื้นที่และการจัดระบบผังเมืองที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพและเกิดผลก็จะทำให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีภูมิทัศน์ ศิลป์ในการตกแต่งสวนหรือสภาพภูมิทัศน์

ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า ในเขตร้อนพอสมควรเช่นบริเวณเขา หรือตามเขื่อนต่างๆ ก็ยากที่จะไม่สนใจความงามตามธรรมชาติและไม่ประหลาดใจที่มีการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องของธรรมชาติ หลายคนใช้ประโยชน์จากมันในฤดูทำนา ทำเกษตรกรรมและความชื้นที่สามารถให้ผลผลิตพืชผลอุดมสมบูรณ์สวนหรูหราและสร้างภูมิทัศน์ เวลาเดียวกัน ขณะที่มันอาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกันเป็นผู้ดูแลให้บรรยากาศบนพื้นป่าและบริเวณใกล้เคียงเต็มไปด้วยสีเขียวและใช้วิทยาศาสตร์ของการจัดการป่า พืชพรรณ สวนอย่างมืออาชีพซึ่งต้องใช้ทักษะที่สำคัญมากบางอย่าง เช่น โปรแกรมเทคโนโลยีการออกแบบภูมิทัศน์ในวิชาชีววิทยา, พืชสวน, คณิตศาสตร์และความรู้ภูมิทัศน์ให้คุณมีทักษะพื้นฐานและรากฐานที่มั่นคง

ภูมิทัศน์ ภาพรวมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ที่มนุษย์ รับรู้ทางสายตาในระยะห่าง อาจเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ประกอบด้วยรูปทรงของแผ่นดิน น้ำ ต้นไม้ สัตว์และสรรพสิ่งมนุษย์สร้างในสภาพอากาศหนึ่งและช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกว่าภูมิทัศน์ธรรมชาติ หรือภาพรวมของเมืองหรือส่วนของเมือง เรียกว่าภูมิทัศน์เมืองนอกจากนี้ยังมีการใช้คำ “ภูมิทัศน์” กับพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะเด่นชัด เช่น ภูมิทัศน์ทะเล ภูมิทัศน์ภูเขา ภูมิทัศน์ทะเลทราย หรือ ภูมิทัศน์พระจันทร์ ซึ่งหมายถึงภาพรวมของพื้นที่บนผิวดวงจันทร์ที่มนุษย์อวกาศไปเยือน

เทคโนโลยีภูมิทัศน์ หรือ Landscape Technology เหตุผลที่จะต้องแยกออกมาเป็นวิชาชีพเฉพาะ มันต่างจากสถาปนิกทั่วไปอย่างไร โดยรวมแล้วภูมิทัศน์จะเป็นผู้ออกแบบ พื้นที่ภายนอกอาคารและการจัดวางพันธุ์ไม้ภายใน ทั้งหมด โดยครอบคลุมขอบเขตของงานออกแบบ ตั้งแต่งานวางผังพื้นที่ ผังโครงการ (Master Plan) ออกแบบภูมิทัศน์โครงการ (Landscape Design) ซึ่งขนาดของงานออกแบบ (Scope) มีตั้งแต่งานระดับเมือง ระดับชุมชน จนถึงระดับบุคคล ส่วน ลักษณะงานที่ทำ มีทั้งงานออกแบบเมือง ออกแบบพื้นที่ชุมชน งานออกแบบ Urban Design สถานที่ราชการ วัด อนุสรณ์สถาน ภูมิทัศน์ถนน พื้นที่ภูมิทัศน์มหาวิทยาลัย สนามบิน อาคารสำนักงาน สวนสาธารณะ หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ท รวมถึงบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล

ในเบื้องต้นนี้ ลักษณะเป็นงานออกแบบ จัดได้ว่าเป็นประเภท Built Environment หรือจัดการสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ เพื่อให้ได้รูปแบบและบรรยากาศตามโจทย์ของแต่ละโครงการและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้มีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายหรือระบบนิเวศตั้งแต่ระบบภาคพื้นดินและน้ำตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ทุ่งหญ้าและทะเลสาบกับสภาพแวดล้อมของมนุษย์ที่โดดเด่นรวมถึงการตั้งค่าทางการเกษตรและในเมือง

การจัดภูมิทัศน์ชุมชนน่าอยู่ และพื้นที่สาธารณะ


ภาพรวมของพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ที่มนุษย์ รับรู้ทางสายตาในระยะห่าง การจัดภูมิทัศน์ (Landscaping) หมายถึง การอาศัยการ ปรุงแต่งจากธรรมชาติที่มีอยู่เดิม รวมทั้งเพิ่มเติมบางสิ่งบาง อย่างเข้าไป คลา้ยกับคำาว่า “การจัดสวน” เพียงแต่การจัด สวนมีขอบเขตหรือพื้นที่แคบกว่า ความน่าอยู่ (Probability) หมายถึง การมีสภาพแวดล้อม ทางกายภาพดี สังคมเข้มแข็ง มีความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบวินัย คนมีคุณภาพชีวิตดี วิถชีีวิตความ เป็นอยู่ดี มีความสุข พื้นที่สาธารณะ (Public sphere) หมายถึง พื้นที่ในชุมชน เกิดขึ้นจากความต้องการพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ของ ประชาชนในชุมชน พื้นที่สาธารณะเหล่านี้มีหลากหลายรูป แบบ และระดับในการให้บริการ ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ใช้ ตำาแหน่งทตีั่้ง และหน้าที่ในการให้บริการ มีตั้งแต่พื้นที่

สภาพแวดล้อมชุมชนในปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นที่กำาลัง พัฒนาไปสู่ความเจริญทางด้านสถาปัตยกรรมและสิ่ง ปลูกสร้างอื่นๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ คนในชุมชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างการเติบโตใหกั้บ ชุมชนเพอื่รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน ดังนั้นการจัดภูมิทัศน์ชุมชนซึ่งจะครอบคลุม “พื้นที่ สาธารณะ” ทสี่ำาคัญของชุมชน เช่น สวนสาธารณะ สวนหย่อม ฟุตบาทริมถนน เกาะกลางถนน ลานกฬีา และลานชุมชนที่ควรต้องถูกปกคลุมด้วยร่มเงาของ ต้นไมเ้ป็นต้น จะเอื้อประโยชน์อย่างสูงทงั้สำาหรับคนใน ชุมชนเองและผู้ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ใหม่ไม่ว่าจะเป็น บุคลากรทางการศึกษาพ่อค้าแมค่้าและประชาชนทวั่ไป ซึ่งล้วนแต่ต้องการพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่เป็นพื้นที่
เหตุผลในการจัดภูมิทัศน์ การพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพตามความต้องการ ของสังคมนนั้ จะต้องพัฒนาทั้งร่างกาย สมองและจิตใจ 1.พัฒนาการทางด้านร่างกาย สุขภาพ พลานามัยสมบูรณ์นนั้ จำาเป็นจะต้องบริโภคอาหารที่ เป็นประโยชน์ รวมทงั้มกีารออกกำาลังกายที่ถูกต้อง 2.พัฒนาการทางด้านสมอง มนุษย์จำาเป็นต้องได้ รับการศึกษา ทำาให้อ่านออกเขียนได้ และมคีวามรู้ 3.พัฒนาการทางด้านจิตใจ มนุษย์ทุกคนมคีวาม ปรารถนาทจี่ะมคีวามสุข ได้รับความพึงพอใจในความ สวยงามของธรรมชาติ แต่เมอื่จำานวนประชากรของ โลกเพิ่มมากขึ้น สภาพความสวยงามตามธรรมชาตบิาง ส่วนถูกทำาลายไป จึงส่งผลกระทบทางด้านจิตใจกับ มนุษย์ คือ สภาพจิตจะว้าวุ่น ขาดความสุขุมเยือกเย็น ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมในปัจจุบัน

การจัดภมูทิศัน์ในบริเวณบ้านมีจุดมุ่งหมายที่สำาคัญคือ ตกแต่งบริเวณบ้านใหส้วยงามน่าอยู่ ทำาให้เกิดความสุข สดชนื่ทงั้กายและใจแก่เจ้าของบ้านและผู้อยอู่าศัย รวมถึง เป็นที่สุขตาสุขใจแก่ผู้อื่นที่ได้พบเห็น สว่นการจดัภมูทิศัน์โดยทวั่ๆ ไป จะจัดเพื่อความสวยงาม และอำานวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน เช่น การจัดทำาสวน สาธารณะ การจัดภมูทิศัน์ดังกล่าวจะสนองตอบหรือเกี่ยวข้อง กับกิจกรรมของผู้ที่มาใช้ นอกจากความสวยงามแล้วจะต้อง จัดองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ทางเดิน ศาลาพัก ลานจอดรถ ที่ ออกกำาลังกาย เหล่านี้ให้เป็นที่รื่นรมย์ใหค้วามรู้สึกสวยงาม และผ่อนคลายแก่ประชาชนที่พบเห็น

ดังนั้นการจัดภูมิทัศน์ชุมชนให้น่าอยู่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนในชุมชน การดูแลรักษาและพัฒนาพื้นที่ สาธารณะ ให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุดนั้น จะต้องมี การวางแผนพัฒนาพื้นที่และการจัดระบบผังเมืองที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง โดยให้ชุมชนมี ส่วนร่วมปรับปรุงและพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองและชุมชน ให้มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ใช้มาตรการจูงใจและ มาตรการทางกฎหมายควบคู่กันไปรณรงค์และสร้างจิตสำานึก ให้เด็กเยาวชน และคนในชุมชน รักและมีความเป็นเจ้าของท้องถิ่น มีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น

เหตุผลในการการปรับปรุงภูมิทัศน์ สภาพแวดล้อม

งานภูมิทัศน์ หมายถึงพื้นที่ภายนอกอาคารที่มีการปรับแต่งพื้นที่ให้มีประโยชน์ใช้สอยที่มีประสิทธิภาพ มีความร่มรื่นสวยงามและมีเอกลักษณ์ รวมทั้งการมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่น ระบบการให้แสงสว่าง ระบบให้น้ำต้นไม้ ระบบระบายน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบอำนวยความสะดวก เช่น ม้านั่ง ถังขยะ ป้าย ตลอดจนสิ่งประเทืองใจ เช่น น้ำพุ น้ำตก หรือประติมากรรมงานภูมิทัศน์มีทั้งขนาดเล็กที่ไม่ซับซ้อนที่เรียกว่าสวนประดับ หรือ สวนหย่อม ไปจนถึงงานซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ เช่น สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง งานภูมิทัศน์โรงแรมพักผ่อนหรูขนาดใหญ่งานผังบริเวณโครงการขนาดใหญ่ งานลานเมืองและสถานที่สำคัญอื่นๆในเชิงการออกแบบและก่อสร้าง “งานภูมิทัศน์” หมายถึงชุดงานที่แยกออกจากงานอาคารและงานภายในเพื่อความสะดวกในการประมูลและก่อสร้างเนื่องจากผู้รับเหมาก่อสร้างภูมิทัศน์มีความชำนาญและมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากผู้รับเหมางานอาคารและงานภายในปกติงานภูมิทัศน์จะแยกแบบออกเป็นสองชุดแต่สัมพันธ์กันได้แก่งาน ภูมิทัศน์แข็ง (Hardscape) ได้แก่ส่วนของงานที่เป็นองค์ประกอบแข็ง เช่น ผิวพื้น โครงสร้างและงานระบบต่างๆ และ “งานภูมิทัศน์นุ่ม” ได้แก่ส่วนของงานที่เป็นงานดิน งานปลูก

ปัจจุบันมนุษย์ห่างจากธรรมชาติมากขึ้น สภาพแวดล้อมต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มขาดแคลนและมีการแก่งแย่งกันใช้ ในเมืองใหญ่ ๆ มีการสร้างอาคารสูงขึ้นสภาพป่าที่เคยสมบูรณ์ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสนามกอล์ฟ ทำรีสอร์ท จนทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไป ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบหลักของการออกแบบทางสถาปัตยกรรมจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ประการคือ อาคาร-สวนและธรรมชาติ การจัดวางผังอาคารต่าง ๆ นอกจากจะให้สัมพันธ์กับทิศทางลม และทางโคจรของดวงอาทิตย์แล้วยังต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติจนเสียสมดุล เมื่ออาคารมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติรอบข้างแล้ว วงจรของระบบนิเวศน์จะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทุกองค์ประกอบจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทุกชีวิตที่อยู่ร่วมกันก็จะมีความสุข

การพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพตามความต้องการของสังคมนั้น จะต้องพัฒนาทั้งร่างกาย สมองและจิตใจ การที่จะให้มนุษย์มีร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์นั้น จำเป็นจะต้องบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ในอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งมีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ส่วนการพัฒนาด้านสมอง จำเป็นจะต้องให้การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาอย่างมีระบบ หรือการศึกษานอกระบบก็ตาม การศึกษาจะก่อให้เกิดการอ่านออกเขียนได้และมีการเรียนรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นหากขบวนการพัฒนาเป็นไปอย่างถูกต้อง ส่วนการพัฒนาจิตใจนั้น มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะมีความสุข ความสุขที่เกิดขึ้นเกิดได้จากความพึงพอใจในความสำเร็จพึงพอใจในความสวยงาม ในอดีตที่ผ่านมาโลกอุดมไปด้วยธรรมชาติที่สวยสดงดงามมีพืชพรรณนานาชนิด องค์ประกอบต่าง ๆ ทางธรรมชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขทางใจ เมื่อจำนวนประชากรของโลกเพิ่มมากขึ้น สภาพความสวยงามตามธรรมชาติบางส่วนถูกทำลายไป ผลกระทบที่เกิดกับมนุษย์คือ จิตใจและอารมณ์ สภาพจิตจะว้าวุ่น ขาดความสุขุมเยือกเย็น ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสัมคมในปัจจุบัน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถูกนำมากล่าวถึงกันมากขึ้น การอนุรักษ์รัพยากรธรรมชาติเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ถูกนำมาถือปฏิบัติ มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน มีการปรับปรุงและรักษาสภาพที่งดงามให้คงไว้ รวมทั้งรวบรวมรักษาพืชพรรณต่าง ๆ เพื่อการศึกษา เช่นการทำสวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Garden) มีการสร้างสวนสาธารณะ (City Park) สวนริมทางหลวง (Road Side Park) และที่พักริมทาง (Rest Area) จนกระทั่งมีการดึงเอาธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น จึงทำให้เกิดการจัดสวน หรือการจัดภูมิทัศน์ขึ้นในปัจจุบัน

การปรับปรุงภูมิทัศน์ต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมและชุมชน

ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมอันเป็นสิ่งที่ผู้คนในกลุ่มถือร่วมกัน และได้กระทำต่อสภาพแวดล้อมภูมิประเทศ เพื่อสร้างความเจริญงอกงามและพัฒนาสังคมของมนุษย์ แบ่งได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ภูมิทัศน์ซึ่งได้ออกแบบและสร้างสรรค์โดยมนุษย์ เช่น สวน สวนสาธารณะ ภูมิทัศน์ที่มีวิวัฒนาการอันเป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง ศาสนา ความเชื่อ เช่น กำแพงเมืองจีน และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หรือองค์ประกอบทางธรรมชาติ ดังนั้นการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม จึงต้องสอดคล้องกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชนนั้น

การพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก

และให้ความสำคัญต่อการก่อสร้างอาคาร และโครงสร้างประเภทต่างๆ มากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเจริญเติบโตของเมืองที่ทันสมัยต่อสภาพภูมิทัศน์ของเมือง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ การอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรมในประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดการจัดการเพื่อให้เกิดความเหมาะสมระหว่างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม โดยลักษณะภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์มีความเชื่อมโยงกับการตั้งถิ่นฐานบริเวณแหล่งน้ำตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคอารยธรรมเขมร สมัยสุโขทัย และอาณาจักรอยุธยาที่มีการเปลี่ยนแปลงจากภูมิทัศน์แบบธรรมชาติขยายตัวเป็นภูมิทัศน์แบบเมืองมากยิ่งขึ้น โดยมีสภาพชีวิตในการพึ่งพาอาศัยคลองเป็นหลัก

ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์มีการพัฒนาของบ้านเมืองโดยการแบ่งแยกเขตเมืองและชนบทออกจากกันซึ่งมีปริมาณความหนาแน่นของประชากรต่างกันอย่างชัดเจน ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญเพื่อให้รอดพ้นจากการล่าอาณานิคม มีการขยายตัวของเมืองและตัดถนสายต่างๆ กรุงเทพจึงหมดสภาพความเป็นเมืองน้ำ ประกอบกับการทำสนธิสัญญาบาวริ่งที่ส่งผลต่อการผลิตเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าส่งออก เช่น ข้าว ไม้สัก ดีบุก และยางพารา ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการพัฒนาบ้านเมืองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นำไปสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วัตถุประสงค์ของการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม

คือ การรักษาคุณค่าและความสำคัญภูมิทัศน์วัฒนธรรมให้คงอยู่และยั่งยืน สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและะวัฒนธรรมของสังคมในปัจจุบัน เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน ดำเนินการรักษาคุณค่าและความสำคัญ เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่า ความสำคัญ และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในสังคม สำหรับแนวคิดในการจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมต้องคำนึงถึง ความยั่งยืนดั้งเดิมที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ การดำเนินการต่อไปของประโยชน์ใช้สอยและวิถีชีวิตในปัจจุบันของชุมชน